Day 1 : Flying & Sleeping Day 
มาละ ถ้าไม่ขี้เกียจน่าจะอัพจนจบนะ 55555
วันแรก ขอเรียกว่าเป็นวันของการเดินทางก็แล้วกัน ก็คือเย็นวันที่ 18 มีนา ลางานทั้งวันจ้ะ แต่ก็ไม่วายทำงานจากที่บ้านจนเกือบเที่ยง หลังจากนั้นเช็คกระเป๋าให้ชัวร์ว่าเอาบรรดาข้าวของมาครบเรียบร้อยไหม ต้องให้ credit กระเป๋าเพื่อนกิฟท์ที่ออฟฟิศ เพราะกระเป๋าใบใหญ่สุดของบ้านนั้นจุได้ไม่กี่วัน ที่จุได้มากมายก็เป็นใบใหม่ที่ไอ้ตัวแสบจอยเอาไปอเมริกาตั้งกะเมื่อวันที่ 12 พร้อมกล้องถ่ายรูปตัวเล็ก ไม่อยากเอาตัว Fuji ไปอ่ะ มันใหญ่ดูแลลำบาก
ตกบ่ายๆ ก็เริ่มอาบน้ำแต่งตัว เอ๊..... ไม่เห็นรู้สึกตื่นเต้นอะไรเลยอ่ะ ตอนแรกบอกพ่อกับแม่ว่าไม่ต้องไปส่งก็ได้ ให้น้องชายขับไปส่งก็พอเพราะไปแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับ (คือเทียบกับระยะเวลาที่น้องสาวไปสามเดือน เราจะดูเป็นแป๊บเดียวทันที ^^) แต่สุดท้ายก็ชวนเค้าไปทั้งคู่แหละ เพราะเหมือนเค้าตั้งใจจะไปส่ง งานนี้เลยไปกันหมดบ้าน ป๊า แหมะ โจ จู ครั้งนี้เราบิน Quatar Airways ตั้งกะเกิดมาเคยบินแต่กับการบินไทยนะ นี่จะเป็นสายการบินที่สองที่ตูดเราจะได้สัมผัสเบาะ อิอิ
ถึงสุวรรณภูมิเกือบๆ ห้าโมงเย็น เค้านัดรวมพลกันตอนห้าโมงครึ่ง ไปถึงนั่งรอแป๊บเดียวพลพรรคก็เริ่มทยอยมาเลยบอกลาครอบครัวตระกูลจอ แอบแวะ duty free สอยน้ำหอมให้ป๊ากับพี่เอ้ด้วย ตอนแรกจะใช้เอง แต่มีเหตุให้เปลี่ยนใจ หลังจากได้ดม Blossom Cherry ของ L'occitane หมายมั่นปั้นมือว่าทริปนี้ต้องได้กลับมาซักขวด
เครืองแจ่มมากอ่ะ มีจอส่วนตัวของแต่ละคน สามารถดูหนังได้ ฟังเพลง เล่นเกมส์ ฟังเพลง โว้ววว มากมายอ่ะ เจ๋งดี ขาไปนี่ดู Friends จนหมดเท่าที่เค้ามี เน้นเป็น Series สั้นๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็เจอ Anna and The King ด้วย หาที่ไทยดูไม่ได้นะ ได้มาดูกันบนน่านฟ้าอย่างนี้นี่เอง แต่ดูไม่จบอ่ะ เวียนหัวไม่เคยนั่งเครื่องบินนานขนาดนี้มาก่อนเลย
จากสุวรรณภูมิต้องไป transit ที่โดฮา ถึงโดฮาได้ปรับนาฬิกาอันรอบแรก ที่โดฮาก็มี duty free อีกเช่นเคย หลังจากเดินสำรวจราคาพบว่าน้ำหอมและเครื่องสำอางที่นี่ถูกกว่าไทยนิดหน่อยอ่ะ แต่ไม่มี L'occitane อดไปตามระเบียบ

โฉมหน้าผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 39 ชีวิต หน้าตาแบบนี้ พีไกด์ที่พาไปไม่อยากเชื่อว่าเป็นเด็กป.โท
รูปนี้โดนแอบถ่ายตอนนั่งนับเงินไป shop ฮ่าๆๆๆๆ ว่าไปงั้นล่ะ เราต้องประหยัดเพราะไม่รู้ต้องจ่ายค่าเทอมของ Project ต่ออีกหรือเปล่า พูดแล้วก็เสียวสันหลัง เหอเหอ
Transit เสร็จคราวนี้ยิงยาวเข้าสวิสกันเลย ไปถึงที่นู่นฟ้าแจ้งจางตา ที่จริงมันจะยังมืดอยู่นี่หว่าถ้าเป็นเวลาเมืองไทย พบว่าเวลาที่สวิสกับเมืองไทยห่างกันราวๆ 6 ชั่วโมง พี่่ไกด์ขอให้พวกเราพยายามปรับเวลาด้วยการห้ามนอนจนกว่าฟ้าจะมืด เพื่อเป็นการปรับเวลาให้เข้ากับท้องถิ่นได้รวดเร็ว
ออกจากตัวเครื่องบินพบอากาศต่ำกว่า 10 องศา เอาแล้วไหมล่ะ ควักเสื้อผ้ากันหนาวกันมือเป็นระวิง แปลงโฉมให้เข้ากับเมืองหนาวกันยกใหญ่ สถานที่แรกที่พี่ไกด์พาไปคือน้ำตก.... อีกละ จำไม่ได้ติดไว้ก่อน หน้าตาเป็นงี้


ต่อด้วยอนุสาวรีย์ Lion ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง หน้าตาอย่างนี้

รูปสวยเนอะ ต้องให้ credit เพื่อนต้า เพราะเราไม่ได้เอากล้องไปอย่างที่บอก ใช้ถ่ายเอาจากมือถือ ไว้จะเอามาแซมๆ ให้ระคายลูกกะตาบ้างนะ
จบจากสองที่นี้เราก็ไปทานอาหารจีนกัน โอ้วววววววววววววววววววววว ไม่อยากจะบรรยายความอร่อย เพราะมันไม่มีความอร่อยให้บรรยาย 555555 คืออาหารจีนเค้าจืดมากกกก ควรตกใจนะที่เราเป็นคนบอกว่าจืดมาก เพราะเราเป็นคนกินจืดๆ นั่นเอง แต่ละคนได้แต่บอกกันว่า เอาวะ กินเพื่อนอยู่ (เที่ยว) 55555
กินเสร็จพี่เค้าก็พาเราเข้าที่พัก และด้วยข้อแม้เดิม ห้ามนอนจนกว่าฟ้าจะมืด เพราะฉะนั้นวันนี้เราใช้เวลากลางวันแยะกว่าปกติ ถ่ายรูปเล่นกันมากมายยยยย




เพลียมากกกกก และเป็นวันที่เกิดอาการเบื่อกล้องไปเลย เพราะถ่ายกันทุก 2 ก้าวย่างจริงๆ
เข้าที่พักก็เริ่มมืดละ

พี่เค้านัดทานข้าวกันทุ่มครึ่ง เราอาบน้ำก่อนแล้วรอหลินๆ อาบน้ำเสร็จก็ว่าจะลงไปกินข้าวกัน มองนาฬิกาที่ทีวีเห็นทุ่ม 15 นั่นคือส่ิงสุดท้ายที่จำได้ ตื่นอีกที
3 ทุ่มครึ่ง
ตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ในห้องดัง เราก็งัวเงียไปรับ เอ๊.... เกิดอะไรขึ้นวะนี่ เป็นเสียงเกดถามว่า พี่โจ้หายดีหรือยัง เราก็เอ๊ะ... ก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่หว่า แต่ทำไมจากทุ่ม 15 กลายเป็น 3 ทุ่มครึ่งแล้ววะ ??????????????
ได้ความว่าเราคงเผลอหลับไปด้วยความเพลียมากกกกกกกกกกกกก เพราะใครเรียกเท่าไหร่เราก็ไม่ตื่น ทุกคนเลยคิดว่าเราป่วย เพราะตอนเรียนเราป่วยง่ายมากด้วยความไม่มีต่อมทอลซิลเลยเป็นหวัดง่ายแค่น้นเอง ทุกคนกินข้าวกันเสร็จแล้ว เกดน้องรักก็เอาโจ๊กที่เพื่อนจุ๊ติดกระเป๋ามาให้ กินเสร็จก็กินยาให้น้องๆ สบายใจแล้วเข้านอนด้วยความแปลกใจ
นี่ตูไม่สบายหรือแค่ง่วงฟะ 555555555555
-----------------------------------------------------
พรุ่งนี้เป็นวันที่จะได้เจออากาศหนาวที่สุดในชีวิต -20 องศา โปรดติดตามตอนต่อไป
ขอบคุณอภินันทนาการรูปภาพจาก ต้า ตากล้องวิวสูงเกือบสองเมตรผู้เห็นทิวทัศน์กว้างไกลกว่าเราเมตรครึ่งยิ่งนัก
รูปภาพเป็นลิขสิทธิ์ของต้านะคะ
|